โพสต์โดย : Admin เมื่อ 18 ก.ค. 2569 14:58:12 น. เข้าชม 73 ครั้ง
| ฝรั่งเศส
|
![]()
19 ก.ค. 2569 |
อังกฤษ
|

"ตราไก่" ฟัด "ราชสีห์คำราม" ศึกลูกหนังระอุ ทิ้งทวนชิงอันดับ 3 บอลโลก 2026
บอลโลก 2026 | ฝรั่งเศส VS อังกฤษ (สนามกลาง) | รอบชิงอันดับ 3 | วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2026
พรีวิว
ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงอันดับ 3 หรือรอบชิงเหรียญทองแดง เป็นการโคจรมาพบกันระหว่างสองมหาอำนาจลูกหนังยุโรป ฝรั่งเศส และ อังกฤษ ที่ต่างต้องลงเล่นในเกมที่ไม่มีใครอยากเล่นหลังจากอกหักในรอบรองชนะเลิศ โดยทัพ "ตราไก่" ทีมเต็งหนึ่งต้องเสียท่าพ่ายให้กับ สเปน 0-2 ขณะที่ทัพ "ราชสีห์คำราม" สิ้นฤทธิ์โดนแชมป์เก่า อาร์เจนตินา พลิกแซงชนะ 2-1 ในเกมที่ แอตแลนตา ทำได้เพียงแค่มาแย่งชิงรางวัลปลอบใจกันในแมตช์นี้
แมตซ์ พรีวิว
ฝรั่งเศส
ความพ่ายแพ้ต่อ สเปน ในรอบตัดเชือก ทำให้ ดีดิเยร์ เดส์ช็องส์ ผู้จัดการทีมวัย 57 ปี ที่กำลังจะอำลาตำแหน่ง ชวดโอกาสพาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอย่างน่าเสียดาย โดยในเกมดังกล่าวพวกเขาโดนทีเด็ดจุดโทษของ มิเกล โอยาร์ซาบาล และลูกยิงสุดสวยของ เปโดร ปอร์โร เล่นงาน แถมแนวรุกอย่าง คีเลียน เอ็มบัปเป้ และเพื่อนร่วมทีมยังโดนแนวรับกระทิงดุตัดขาดจากเกมจนมีค่าความน่าจะเป็นในการได้ประตูเพียง 0.31 เท่านั้น ซึ่งหลังจบเกม คีเลียน เอ็มบัปเป้ ได้ออกมาวิจารณ์แท็กติกของทีมอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตาม ดีดิเยร์ เดส์ช็องส์ ที่ทำสถิติคุมทีมในฟุตบอลโลกมากที่สุด จะพยายามนำทีมคว้าเหรียญทองแดงเป็นสมัยที่ 3 จากการลงเล่นรอบนี้ 4 ครั้ง โดยหนล่าสุดที่ทำได้คือการชนะ เบลเยียม 4-2 ในปี 1986 และถล่ม เยอรมนีตะวันตก 6-3 ในปี 1958 แต่เคยได้อันดับ 4 ในปี 1982 หลังพ่าย โปแลนด์
อังกฤษ
โธมัส ทูเคิล กุนซือทัพ "ราชสีห์คำราม" กลายเป็นตำบลกระสุนตกทันทีหลังจากพาทีมตกรอบรองชนะเลิศ โดยเกมกับ อาร์เจนตินา พวกเขาออกนำก่อนจาก แอนโทนี กอร์ดอน แต่หลังจากนั้นกลับเน้นเกมรับลึกจนโดน ลิโอเนล เมสซี แผลงฤทธิ์ทำ 2 แอสซิสต์ให้ เอ็นโซ เฟอร์นันเดซ และ เลาตาโร มาร์ติเนซ ยิงแซงชนะ ทำให้ อังกฤษ ยังคงมีสถิติย่ำแย่แพ้รวดทั้ง 7 ครั้งในรอบน็อคเอาท์ฟุตบอลโลกเมื่อต้องเจอกับทีมในท็อป 10 ของโลก และเป็นทีมเดียวในศตวรรษที่ 21 ที่นำก่อนในรอบตัดเชือกฟุตบอลโลกชายแล้วแพ้ถึงสองครั้ง ซึ่งหนนี้ถือเป็นการซ้ำรอยปี 2018 ที่แพ้ โครเอเชีย จนทำให้สัญญาใหม่ของ โธมัส ทูเคิล ถูกตั้งคำถาม แต่อดีตบอส เชลซี ยังมีลุ้นพาทีมจบอันดับดีที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์หากคว้าชัยได้ เพราะการเล่นรอบชิงอันดับ 3 สองครั้งก่อนหน้านี้จบด้วยความพ่ายแพ้ทั้งหมด โดยแพ้ เบลเยียม 0-2 ในปี 2018 และแพ้ อิตาลี 1-2 ในปี 1990 อีกทั้งสถิติการเจอกับ ฝรั่งเศส ช่วงหลังยังเป็นรอง โดยชนะได้แค่ครั้งเดียวจาก 9 เกมหลังสุด ซึ่งรวมถึงการโดนเขี่ยตกรอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 ด้วยฝีมือของทีม ดีดิเยร์ เดส์ช็องส์
ฟอร์มล่าสุด
ฝรั่งเศส (ฟุตบอลโลก) : ชนะ ชนะ ชนะ ชนะ ชนะ แพ้
อังกฤษ (ฟุตบอลโลก) : เสมอ ชนะ ชนะ ชนะ ชนะ แพ้
สภาพความพร้อมของทีม
ฝรั่งเศส
ทีมต้องเจอปัญหาใหญ่ในแนวรับเมื่อ วิลเลียม ซาลิบา เซนเตอร์แบ็กจาก อาร์เซนอล ได้รับบาดเจ็บหลังและถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ครึ่งแรกในเกมล่าสุด คาดว่าหมดสิทธิ์ลงสนามแน่นอนแล้ว ทำให้ แม็กเซนซ์ ลาครัวซ์ กองหลัง คริสตัล พาเลซ ที่ลงสนามแทนในเกมก่อนจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงร่วมกับผู้เล่นรายอื่น โดย ดีดิเยร์ เดส์ช็องส์ เลือก แม็กเซนซ์ ลาครัวซ์ ก่อน อิบราฮิมา โกนาเต เนื่องจากรายหลังฟอร์มไม่ดีและไม่ถนัดเล่นเซนเตอร์แบ็กฝั่งซ้าย ส่วนผู้รักษาประตูสำรองอย่าง บริซ ซัมบ้า บาดเจ็บในการซ้อมแต่ไม่มีผลต่อทีมตัวจริง ด้านขุมกำลังสายเลือดใหม่อย่าง ไมเคิล โอลิเซ, รายาน แชร์กี และ เดซีเร ดูเอ้ พร้อมลงสนามร่วมกับ คีเลียน เอ็มบัปเป้
อังกฤษ
ต้องประสบชะตากรรมเดียวกันในแนวรับเมื่อ รีซ เจมส์ ฟูลแบ็กโชคร้ายได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อจนต้องเปลี่ยนตัวออกในเกมแพ้ อาร์เจนตินา ทั้งที่เพิ่งหายเจ็บต้นขาด้านหลังกลับมาได้เพียงสัปดาห์เดียว อย่างไรก็ตามทีมจะได้ จาเรลล์ ควอนซาห์ พ้นโทษแบน 2 นัดกลับมาเป็นตัวเลือก ส่วนตำแหน่งของ รีซ เจมส์ คาดว่า เจด สเปนซ์ จะโยกไปยืนอีกฝั่งและส่ง นิโก โอเรลลี ลงเล่นทางกราบซ้ายแทน ในรายของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่เจ็บข้อมือยังคงชวดขุมกำลังรายอื่นอย่าง จู๊ด เบลลิงแฮม, ดีแคลน ไรซ์, แอนโทนี กอร์ดอน และ แฮร์รี เคน ยังพร้อมรบ แม้จะมีประเด็นกังวลเรื่องที่ จู๊ด เบลลิงแฮม โดนกล้องจับภาพได้ว่าไปตบศีรษะ วาเลนติน บาร์โก ในช่วงที่ฝั่ง อาร์เจนตินา ฉลองชัยชนะก็ตาม
คาดการณ์ผู้เล่น
ฝรั่งเศส : เมนญอง; กุนเด้, โกนาเต, ลาครัวซ์, เตโอ แอร์กน็องเดซ; โกเน่, ซาอีร์-เอเมรี่; แชร์กี, โอลิเซ, ดูเอ้; เอ็มบัปเป้
อังกฤษ : พิคฟอร์ด; สเปนซ์, คอนซ่า, เกฮี, โอเรลลี; ไรซ์, แอนเดอร์สัน; โรเจอร์ส, เบลลิงแฮม, กอร์ดอน; เคน
วิเคราะห์คาดการณ์
ศึกศักดิ์ศรีนัดทิ้งทวนของสองยักษ์ใหญ่ยุโรปในสนามกลางหนนี้ ทั้ง ฝรั่งเศส และ อังกฤษ ต่างต้องลงเล่นด้วยสภาพจิตใจที่บอบช้ำและมีปัญหาผู้เล่นตัวหลักในเกมรับบาดเจ็บเหมือนกัน โดยทัพ "ตราไก่" จะไม่มี วิลเลียม ซาลิบา กองหลังตัวเก่งทำให้เกมรับลดความแข็งแกร่งลงไปพอสมควร อีกทั้งเกมรุกของ ดีดิเยร์ เดส์ช็องส์ ที่นำโดย คีเลียน เอ็มบัปเป้ เพิ่งโดนวิจารณ์อย่างหนักเรื่องแท็กติกที่ไม่เฉียบคมในเกมพ่าย สเปน ขณะที่ทัพ "ราชสีห์คำราม" ของ โธมัส ทูเคิล ต้องเสีย รีซ เจมส์ ไปจากอาการบาดเจ็บเช่นกัน แต่แกนหลักในแนวรุกอย่าง แฮร์รี เคน, จู๊ด เบลลิงแฮม และ แอนโทนี กอร์ดอน ยังอยู่กันครบ ซึ่งสถิติที่ผ่านมา อังกฤษ มักจะทำผลงานได้ไม่ดีเมื่อเจอทีมท็อป 10 ในรอบน็อคเอาท์ฟุตบอลโลกและมักจะพลาดท่าในรอบชิงอันดับ 3 เสมอ ประกอบกับสถิติการเจอกันช่วงหลังเป็นทางฝั่ง ฝรั่งเศส ที่ทำได้เหนือกว่าชัดเจนจากการชนะถึง 8 จาก 9 เกมหลังสุดที่พบกัน แม้ว่าเกมนี้ทั้งสองทีมอาจจะมีการปรับทัพในบางตำแหน่งและเล่นแบบเปิดเกมรุกเข้าใส่กันมากขึ้นเนื่องจากไม่มีอะไรต้องเสีย แต่ด้วยทีเด็ดทีขาดในแนวรุกและความเคี่ยวในระดับมหกรรมลูกหนังโลกของทัพ "ตราไก่" ยังดูมีความหลากหลายและทรงพลังมากกว่า คาดว่าเกมนี้จะเป็นการสู้กันอย่างสูสีและมีประตูเกิดขึ้นจากทั้งสองฝั่ง ก่อนที่ ฝรั่งเศส จะอาศัยความเฉียบคมเบียดเอาชนะ อังกฤษ ไปได้ในท้ายที่สุด คว้าเหรียญทองแดงปลอบใจกลับบ้านได้สำเร็จ
คาดการณ์สกอร์ : ฝรั่งเศส 2 - 1 อังกฤษ
ข้อมูลที่น่าสนใจ
ฝรั่งเศส ชนะ - ทัพ "ตราไก่" มีสถิติข่มขวัญอย่างชัดเจนโดยสามารถเอาชนะ อังกฤษ ได้ถึง 8 ครั้งจากการเผชิญหน้ากัน 9 หลังสุดในทุกรายการ ประกอบกับทัพ "ราชสีห์คำราม" มีสถิติที่ย่ำแย่ในรอบชิงอันดับ 3 ของฟุตบอลโลกจากการแพ้รวดในอดีตทั้งสองหน
สกอร์สูง/ต่ำ (Over/Under 2.5 Goals) : สูง - ทั้งสองทีมต่างขาดกองหลังตัวหลักอย่าง วิลเลียม ซาลิบา ของ ฝรั่งเศส และ รีซ เจมส์ ของ อังกฤษ ทำให้เกมรับลดความเหนียวแน่นลง ประกอบกับเป็นเกมนัดชิงอันดับ 3 ที่ความกดดันน้อยลงทำให้ทั้งสองทีมจะเปิดเกมรุกเข้าใส่กันมากขึ้น
Both Teams to Score (BTTS) : ใช่ - แนวรุกของทั้งสองฝั่งต่างมีผู้เล่นระดับโลกอย่าง คีเลียน เอ็มบัปเป้ ของ ฝรั่งเศส และ แฮร์รี เคน ร่วมกับ แอนโทนี กอร์ดอน ของ อังกฤษ ที่พร้อมทำประตู ประกอบกับสภาพผังแนวรับที่ต้องปรับเปลี่ยนจากอาการบาดเจ็บทำให้มีโอกาสเสียประตูด้วยกันทั้งคู่
ฝรั่งเศส ได้ประตูแรก - แท็กติกของ อังกฤษ ภายใต้การนำของ โธมัส ทูเคิล ในเกมล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดเมื่อพยายามถอยไปตั้งรับลึกจนโดนคู่แข่งกดดัน ขณะที่ ฝรั่งเศส มีแนวรุกสายเลือดใหม่ที่มีความเร็วจัดจ้านกดดันเข้าใส่ตั้งแต่วินาทีแรกทำให้มีโอกาสเจาะทำประตูขึ้นนำก่อน